หน้า 76
คนแคระบนบ่ายักษ์

แพทย์ พิจิตร

อุดมการณ์สังคมไทย : นักเรียนไทยในอังกฤษ

อาจารย์ฉัตรทิพย์และกลุ่มนักวิชาการปัญญาชนไทยรวมตัวกันเพื่อหาคำตอบเกี่ยวกับอุดมการณ์สังคมไทยในปี พ.ศ.2515 โดยหนึ่งในกลุ่มนักวิชาการเหล่านั้นก็มี คุณอากร ฮุนตระกูล ร่วมอยู่ด้วย ช่วงนั้น คุณอากรเพิ่งจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษมาหมาดๆ และเริ่มทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อ ธนาคารเชสแมนฮัตตัน เขายังเป็นเจ้าของโรงแรมอิมพีเรียล ซึ่งเป็นโรงแรมที่ทันสมัย มีผับฟังเพลงที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งสมัยนั้น

คุณอากรจัดเป็นนายทุนที่หัวก้าวหน้าคนหนึ่ง มีคนเล่าว่าท่านชอบเปิดโรงแรมให้พวกพ้องได้สัมมนาวิชาการกันอย่างเต็มที่ และได้รับการขนานนามว่า "นักอุดมการณ์ขวานผ่าซาก" ต่อมาท่านก็ได้กระโดดลงเวทีการเมืองในสนาม "ผู้ว่าฯ กรุงเทพฯ" อย่างจริงจังและตรงไปตรงมา ไม่ "เล่น" การเมืองแบบซื้อเสียง

ผลออกมาก็คือไม่ได้รับเลือก แต่ก็สร้างสีสันให้กับการเมืองคนกรุงเทพฯ

ในขณะที่กลุ่มนักวิชาการดังกล่าวขบคิดปัญหาเรื่องอุดมการณ์สังคมไทยที่เมืองไทย ก่อนหน้านั้นไม่นาน นั่นคือ ราวๆ ปี พ.ศ.2513 หรือ 2514 ประมาณนี้ ผู้เขียนจำไม่ได้แน่ ปัญญาชนไทยอีกกลุ่มหนึ่งก็จับกลุ่มคุยกันเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองไทยเช่นกัน แต่ไม่ใช่ที่เมืองไทย แต่เป็นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ถ้าจำไม่ผิดสถานที่ที่ปัญญาชนนักเรียนไทยในอังกฤษนัดพบกันก็คือ ห้องสมุดของสามัคคีสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งอยู่ชั้นล่างของสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนไทยในอังกฤษ เลขที่ 28 Princes" Gate, SW7 1QF อันเป็นสถานที่ที่นักเรียนไทยในอังกฤษสมัยโน้นรู้จักเป็นอย่างดี

ปัญหาบ้านเมืองในยุคนั้นคือ ปัญหาที่การปกครองบ้านเราไม่เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยเพียงชื่อหรือการกล่าวอ้าง เนื้อแท้เป็นเผด็จการทหารภายใต้การนำของ จอมพลถนอม กิตติขจร และ จอมพลประภาส จารุเสถียร และรวมถึงบุตรชายของจอมพลถนอมที่ชื่อ "พันเอกณรงค์ กิตติขจร" ด้วย อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของคนตระกูลนี้อย่างเหนียวแน่น

นักเรียนไทยในอังกฤษกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจำได้ว่ามีไม่มากนัก น่าจะประมาณไม่เกินสิบคน ที่จำได้แน่ๆ มีสองคน นั่นคือ คุณไมตรี ปีเตอร์ อึ๊งภากรณ์ บุตรชายคนกลางของท่านอาจารย์ป๋วย และอีกคนหนึ่งก็คือ คุณอากร ฮุนตระกูล นั่นเอง คุณอากรขณะนั้นน่าจะอยู่ในช่วงที่ใกล้จบการศึกษาที่อังกฤษ ส่วนคุณปีเตอร์นั้นก็น่าจะเป็นนักศึกษาเศรษฐศาสตร์ที่ LSE หรือ the London School of Economics and Political Science มหาวิทยาลัยลอนดอน

พูดถึงคุณปีเตอร์แล้ว ก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะคุณปีเตอร์จบเศรษฐศาสตร์ปริญญาตรีที่ LSE เจริญรอยตามเส้นทางความสนใจของอาจารย์ป๋วยผู้เป็นบิดา หลังจากนั้น คุณปีเตอร์ก็จบปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ที่ LSE และกลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ หลังจากนั้นก็เรียนต่อปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์ที่ LSE เฉกเช่นเดียวกับท่านอาจารย์ป๋วยเลย

แต่น่าเสียดายที่ไม่สามารถเรียนต่อให้จบปริญญาเอก ด้วยโศกนาฏกรรมทางการเมืองจากเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519 อันมีผลกระทบโดยตรงต่ออาจารย์ป๋วยและครอบครัวอึ๊งภากรณ์ และโดยเฉพาะการเรียนและความรับผิดชอบต่อครอบครัวของคุณปีเตอร์ ถ้าไม่เกิดโศกนาฏกรรมดังกล่าว ก็แน่ใจว่า คุณปีเตอร์คงต้องเรียนสำเร็จปริญญาเอกทางเศรษฐศาสตร์จาก LSE แน่ๆ

และคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ก็จะมีอาจารย์ที่จบปริญญาเอกจาก LSE เป็นกำลังสำคัญ

ที่ว่าน่าเสียดายก็เพราะหลังจากที่อาจารย์ป๋วยจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จาก LSE แล้ว ก็ยังไม่มีคนไทยจบปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์จากที่นั่นอีกเลย หรือแม้แต่ได้เข้าเรียนปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ที่นั่นก็ตาม ก็มีแต่คุณปีเตอร์ผู้ลูกของอาจารย์ป๋วยนี่แหละที่มีความรู้ความสามารถทางวิชาการไม่แพ้ผู้เป็นพ่อ...น่าเสียดายจริงๆ

ในสมัยที่คุณปีเตอร์เรียนปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์ที่ LSE คุณปีเตอร์เป็นทั้งที่รู้จักชื่นชมและไม่ชมจากนักเรียนไทยและข้าราชการไทยที่นั่น

ประการแรก คุณปีเตอร์เป็นคนเก่ง ภาษาอังกฤษดี และรอบรู้ในทางวิชาการและเรื่องอื่นๆ ผิดกับนักเรียนไทยหรือนักเรียนทุนบางคนที่หมกมุ่นอยู่แต่ตำรา เรื่องอื่นๆ ที่คุณปีเตอร์สนใจก็คือปัญหาบ้านเมือง ทั้งที่เมืองไทยและสถานการณ์เศรษฐกิจการเมืองโลก

ประการที่สอง คุณปีเตอร์เป็นลูกครึ่งที่หน้าตาดี สมัยนั้นเวลาผมยาวจะออกฟูๆ คล้ายฝรั่งเสรีชนสมัยนั้น (คิดว่าบุตรชายวัย 7 ขวบของ อาจารย์ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่ชื่อ "ด.ช.จัน อึ๊งภากรณ์" ขณะนี้ เมื่อโตขึ้นก็คงจะมีผมที่คล้ายลุงปีเตอร์ของเขา เพราะเห็นแววว่าจะเป็นเช่นนั้น!)

ประการที่สาม คุณปีเตอร์เป็นนักศึกษาที่มีความกล้าหาญในการต่อต้านเผด็จการและการกดขี่ขูดรีด หรือถ้าพูดจากมุมมองของข้าราชการไทยในอังกฤษสมัยนั้นก็คือ คุณปีเตอร์เป็น "นักศึกษาหัวรุนแรง" นั่นเอง

พูดถึงคุณสมบัติประการสุดท้ายนี้ จำได้ว่า มีครั้งหนึ่ง สามัคคีสมาคมฯ จัดงานที่ห้องสมุดของสมาคมที่ตั้งอยู่ในสถานที่ราชการ คุณปีเตอร์แอบเอารูปของประธาน เหมา เจ๋อ ตง ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนมาตั้งไว้กลางโถงห้องสมุด ทำเอาผู้คนและข้าราชการประสาทเสียกันไปเป็นแถบ

เพราะสมัยนั้นรัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลเผด็จการทหารขวาจัด และมีนโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง และมีการสร้างภาพคอมมิวนิสต์ที่น่าเกลียดน่ากลัวเกินจริงจนผู้คนที่ขาดความรู้เกี่ยวกับลัทธิการเมืองหรือการเมืองในประเทศคอมมิวนิสต์ต่างพากันเกลียดและกลัวชนิดขวัญกระเจิงก็ว่าได้

ข้าราชการไทยในอังกฤษสมัยนั้นตกอยู่ภายใต้ "อุดมการณ์ขวาจัด" อย่างช่วยไม่ได้ และย่อมไม่ชอบใจกับตัวตนและการกระทำของนักศึกษาที่ชื่อ "ไมตรี อึ๊งภากรณ์" แม้ว่าข้าราชการบางคนอาจมีหัวเสรีนิยม แต่กระนั้น ความวิตกกังวลต่อความมั่นคงในหน้าที่การงานก็ย่อมมี เพราะถ้าข่าวเล็ดลอดไปถึงหูของ "ผู้ใหญ่" ที่เมืองไทย ก็อาจถูกลงโทษหรือถูกย้ายกลับ

ไม่มีข้าราชการไทยในกรุงลอนดอนคนไหนอยากจะถูกย้าย เพราะตำแหน่งในลอนดอนถือว่ามีเกียรติยิ่ง และการใช้ชีวิตในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ก็ถือว่าน่าพิสมัยกว่าประเทศอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้เองที่คุณปีเตอร์จึงเป็นทั้งที่ชื่นชม ยกย่องนับถือ หมั่นไส้และเกลียดกลัวในเวลาเดียวกันสำหรับเหล่าคนไทยในอังกฤษขณะนั้น!



ถ้าพูดถึงการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จเป็นเผด็จการของรัฐบาลทหารจอมพลถนอม-ประภาสในสมัยนั้น นิสิตนักศึกษาและคนรุ่นใหม่จะต้องงวยงงอย่างยิ่งถ้าทราบว่า อธิการบดีผู้ดูแลจมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหาใช่ "อาจารย์ใน" สถาบันไม่ แต่ผู้ที่เป็นอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือ จอมพลประภาส จารุเสถียร ส่วนจอมพลถนอมนั้นเป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คิดดูว่า มันขนาดไหนกัน?!

นายกรัฐมนตรีมาควบตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเพื่อควบคุมให้อาจารย์และนิสิตนักศึกษาไม่นอกลู่นอกทางเผด็จการ

โดยส่วนใหญ่ นิสิตศึกษาสมัยนั้นก็พากันจัดงานเต้นรำเฮฮาปาร์ตี้ รับน้อง ว้ากน้อง อะไรกันเรื่อยเปื่อย ไม่ต่างจากสมัยนี้เท่าไรนัก จะต่างกันที่สมัยนี้ใช้กลองยาวเป็นอุปกรณ์ประกอบ (accessories) กันแทบทุกสถาบัน

ล่าสุด มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ดูจะมีการรับน้องที่มีสติและถือเป็นการสืบสานเอกลักษณ์ของสถาบันได้ดีกว่าเพื่อน คงต้องขอชื่นชมบรรดานักศึกษาและครูบาอาจารย์ที่สามารถทำให้การรับน้องมีลักษณะ "ก้าวหน้า" ได้

กลับมาที่การเสวนาของปัญญาชนคนไทยในอังกฤษที่จัดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่อาจารย์ฉัตรทิพย์ประชุมวิชาการเรื่องอุดมการณ์สังคมไทย เนื้อหารายละเอียดของการเสวนาที่สามัคคีสมาคมฯครั้งนั้นได้ถูกจดบันทึกในรูปของ "บทสนทนา" คล้ายๆ กับ "Dialogues" ของเปลโตนั่นเอง ผู้บันทึกเป็นใคร ผู้เขียนก็จำไม่ได้ เพราะมันนานเต็มที สามสิบกว่าปีแล้ว

จำได้เพียงว่า มันเป็นสมุดปกแข็ง คล้ายกับสมุดจดงานหรือสมุดจำบรรยายรุ่นเก่า กระดาษมีเส้นบรรทัดด้วย ลายมือที่บันทึกก็ไม่สวยงามเท่าไรนัก คาดว่าผู้บันทึกน่าจะมาเรียนอังกฤษตั้งแต่เด็กๆ อาจจะมาอังกฤษตอนอายุราวสิบเอ็ดสิบสองปี

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เนื้อหาในการสนทนาก็ไม่หนีเรื่องปัญหาการเมืองไทยไม่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจไม่ดี ผู้คนยังยากจน การศึกษายังไม่ทั่วถึง นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยก็ไม่สนใจปัญหาบ้านเมือง เอาแต่สนุกสนานหรือเรียนหนังสืออย่างเดียว

ตลอดการสนทนาจนถึงบทสรุป ผู้เขียนพบว่า ผู้ร่วมสนทนาขณะนั้นยังหาทางออกไม่เจอ ยังไม่รู้ว่าใครหรือคนกลุ่มไหนจะสามารถเป็น "ตัวแสดง" (actor) หรือ "ตัวแทน" (agent) ในการนำการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมได้ ไม่ต้องพูดถึงชนชั้นกลาง เพราะยังไม่เกิดหรือไม่ชัดเจนในขณะนั้น

ส่วนนิสิตนักศึกษาในเมืองไทย! ปัญญาชนนักเรียนไทยในอังกฤษขณะนั้นต่างลงความเห็นว่า "หมดหวัง"

แต่เมื่อถึงเดือนตุลา 2516 สิ่งที่ปัญญาชนไทยทั้งที่อังกฤษและเมืองไทยต่างไม่เคยคาดคิดว่าจะเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น นิสิตนักศึกษานักเรียนได้รวมตัวกันเป็นพลังทางการเมืองยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

และล้มการปกครองแบบเผด็จการถนอม-ประภาสสำเร็จ!