หน้า 78
อ่านแผ่นดินท้องถิ่นเรา

สุจิตต์ วงษ์เทศ

พลังลาว ชาวอีสาน มาจากไหน เวลาเปลี่ยนไป ความหมาย"ลาว"เปลี่ยนแปลง

ลาว แปลว่า ผู้เป็นนาย-พระราชา มานามมาก แต่แล้วก็ถูกเปลี่ยนความหมายให้ตกต่ำลงเรื่อยๆ ด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจการเมืองของรัฐใหญ่กว่า

เมื่อกาลเวลาผ่านไป สังคมและวัฒนธรรมก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไขของเศรษฐกิจการเมือง คำว่า ไท หรือ ไต ยังยืนหยัดความหมายดั้งเดิมอยู่ในคำพูดของพวกไทย-ลาวทุกๆ กลุ่ม

เว้นแต่กลุ่มที่ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะกลุ่มนี้ผลักดันให้คำว่า ไท หรือ ไต มีความหมายเปลี่ยนแปลงไปอีกเรื่อยๆ เป็น เสรีชน จนกระทั่งถึง ผู้เป็นใหญ่ เช่น คำว่า ท้าวไท และจนกระทั่งกลายเป็น เทวดา เช่น คำว่า เทพไท หรือ ไท้ ท้ายที่สุดเมื่ออิทธิพลของภาษาบาลี-สันสกฤตมีมาก คำว่า ไท หรือ ไต ยังไม่ขลังอย่างเข้มข้นพอ จึงต้องจับบวชให้เหลืองอร่ามและมีฤทธิ์มากขึ้นเป็น ไทย ดังที่ใช้อยู่ทุกวันนี้

ฉะนั้น เมื่อได้ยินเรียกผู้คนในตระกูลไทย-ลาว กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งว่า ไท ไต เช่น ไตลื้อ (ซึ่งหูทั่วไปมักจะได้ยินว่า ไทยลื้อ ตามความเคยชินอักขรวิธีของคนไทยภาคกลาง) ก็อย่าพึงเข้าใจว่าเขาเป็นคน ไทย ในความหมายของประเทศไทย แท้ที่จริงเขากำลังบอกว่าเขาคือ คนลื้อ หรือ ชาวลื้อ ในทำนองเดียวกัน เมื่อผู้คนกลุ่มต่างๆ บอกว่าพวกเขาเป็น ไตเขิน ก็ย่อมหมายความว่าคนอยู่ แม่น้ำเขิน ถ้าเป็น ไตยอง ก็หมายความว่า คนอยู่เมืองยอง และถ้าหากได้ยินคำว่า ไทพวน นั้น แต่เดิมจะหมายความว่าเป็น คนที่อยู่เมืองพวน ฯลฯ (ทุกวันนี้เรียก ไทยพวน เพื่อต้องการย้ำว่าตนเป็นคนไทยที่แตกต่างจากลาว? หรือไฉนสงสัยนัก)

แต่คำว่า ลาว มีความหมายเชิงยกย่องที่ยิ่งใหญ่อยู่แล้ว ผู้คนกลุ่มหนึ่งจึงยึดถืออย่างมั่นคงโดยไม่เปลี่ยนแปลง จึงเรียกตัวเองว่าลาว

เมื่อกลุ่มคนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาที่พัฒนาคำว่า ไท หรือ ไต จนเป็น ไทย แล้วมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ และมีความมั่นคงทางการเมือง เพราะอยู่ใกล้ทะเล จึงมีพัฒนาการก้าวขึ้นสู่ความเป็น "อาณาจักร" ดังกรณีที่สร้างความเป็นปึกแผ่นในลักษณะอาณาจักรได้เป็นครั้งแรกคือ ราชอาณาจักรสยาม แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้คนกลุ่มนี้ยืนยันความเป็น ไทย ในความหมายที่ยิ่งใหญ่ของตัวเอง แล้วก็เริ่มเหยียดชื่อ ลาว ลง เพราะกลุ่มที่รักษาชื่อ ลาว ต้องตกเป็นเบี้ยล่างและพึ่งพิงชายทะเลของพวก ไทย

ลักษณะเหยียดชื่อ ลาว เข้มข้นขึ้นในช่วงที่เกิดเนื้อร้องของเพลงลาวแพนอันเนื่องมาจากการสงคราม แล้วพวกลาวเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ถูกกวาดต้อนเป็นเชลยศึกตอนหนึ่งว่า "บักไทยมันเฆี่ยน บักไทยมันขัง จนไหล่จนหลัง ของข้อยนี่ลาย จะตายเสียแล้วหนา ที่ในป่าดงแดน..."

ลักษณะดูถูกผู้แพ้ หรือผู้ที่ต่ำต้อยกว่า มิได้มีอยู่จำเพาะในหมู่คนไทยที่มีต่อลาวเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วมีอยู่ทั่วโลก ซึ่งจะถือว่าเป็นธรรมชาติของมนุษย์ก็ไม่น่าจะผิด แม้แต่ลาวเองก็ตาม ในอดีตกาลนานมาแล้ว พวกลาวก็ดูถูกพวก ข่า ดังที่มีตำนานของลาวเกือบทุกฉบับจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับกำเนิดมนุษย์ตรงกันว่า เกิดมาจากน้ำเต้าปุง และมีข่าเป็นพี่ชายใหญ่ แต่ถูกพวกลาวเหยียดลงเป็น ข้า หรือ ทาส

คำว่า ข่า ที่คนในเมืองไทยใช้เรียกผู้คนกลุ่มหนึ่งว่าพวก ข่า นั้น คำดั้งเดิมคือ ข้า ที่หมายถึง ขี้ข้า หรือ ข้าทาส หรือ ทาส

เกี่ยวกับเรื่อง ข่า หรือ ข้า นี้ จิตร ภูมิศักดิ์ ได้ศึกษาไว้อย่างละเอียดลออทุกแง่ทุกมุมไว้แล้ว (ในหนังสือ ความเป็นมาของคำสยามฯ) ว่าต้นกำเนิดเดิมของชื่อ ข่า เป็นภาษาลาว ไทยเรายืมชื่อนี้มาจากลาวใต้อีกทอดหนึ่ง มิใช่ชื่อที่ไทยคิดขึ้นเอง เพราะชนชาติข่าเป็นชนชาติของลาว มีจำนวนมากถึงประมาณ ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมด [ทุกวันนี้ชนชาติข่าและชนชาติอื่นๆ (ที่ไม่ใช่เชื้อสายลาวมาแต่กำเนิด) รวมกันแล้วประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรลาวทั้งประเทศ]

ดินแดนที่แท้จริงของข่าก็คือเขตป่าเขาของลาว และจะมีหนาแน่นในบริเวณแขวงน้ำทา ไซยะบุรี หัวพัน (ซำเหนือ) สาละวัน และอัตตะปือ และนอกจากนั้น ยังมีต่อเนื่องเข้าไปในเขตสิบสองพันนา (จีน) และแคว้นฉานหรือชาน (พม่า)

ดินแดนไทยไม่ใช่ศูนย์กลางของข่า แต่เป็นส่วนปลีกย่อยที่ข่ากระจัดกระจายเข้ามาอยู่ไม่กี่หมู่บ้าน (ยกเว้นที่เรียกว่าส่วยไปแล้ว)

จิตร ภูมิศักดิ์ แสดงตารางแนวเทียบเสียงเอาไว้แล้วสรุปว่า ชื่อที่พวก ลาวกลาง (เวียงจัน) ลาวใต้ (จัมปาสัก) เรียกว่า ข่า นั้น พวก ลาวเหนือ (หลวงพระบาง) เรียกว่า ค้า ถ้าเทียบตามสำเนียงการเพี้ยนเสียงวรรณยุกต์แล้ว ก็ตรงกับคำภาษาไทยสำเนียงภาคกลางว่า ข้า แต่เนื่องจากชนเผ่าข่าอยู่ในลาว ไทยรู้จักชนพวกนี้โดยผ่านลาวกลางและลาวใต้ ไทยจึงเรียกเลียนเสียงลาว (กลางและใต้) ว่า ข่า เพราะเมื่อรับคำนี้มานั้นมิได้คิดเทียบเสียงกลับ และมิได้ตรวจสอบหาความหมายที่แท้จริงก่อน

ดังนั้น คำว่าข่า ในภาษาไทย ลาวกลาง ลาวใต้ จึงออกเสียงตรงกันหมดว่าข่า แต่ความหมายและคำที่ถูกคือข้า